วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ไม่อยากหน้าอกหย่อนยาน ต้องเลิกทำ 5 ข้อนี้

เรื่องของหน้าอกหน้าใจ เป็นเรื่องที่สาวๆกังวลมากที่สุด ก็คงไม่มีใครอยากจะเห็นหน้าอกของตัวเองหย่อนยาน แต่ถ้าคุณสาวๆ ยังมีพฤติกรรมเหล่านี้ละก็ ฝันร้ายก็อาจจะมาเยือนได้ง่ายๆ หน้าอกที่เคยเต่งตึง ก็มีโอกาสหย่อนยานมากยิ่งขึ้น มาดูกันค่ะ ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้หน้าอกของสาวๆ หย่อนยานเสียทรงกันได้บ้าง เพื่อให้สาวๆ ไหวตัวทัน หยุดทำกันซะตั้งแต่เนิ่นๆ



1.สวมใส่ชุดชั้นในที่ไม่เหมาะสมกับขนาดหน้าอก

การเลือกชุดชั้นในเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้สรีระหน้าอกหน้าใจของสาวๆ ดูสวยเต่งตึงได้ ดังนั้นควรเลือกที่ใส่แล้วฟิตพอดี ไม่ควรเลือกชุดชั้นในที่เล็กเกินขนาดหน้าอก เพราะถ้าคุณยิ่งใส่ชุดชั้นในรัดมากแค่ไหน ก็ยิ่งทำให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานไม่ปกติ จนทำให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ ของหน้าอกตามมาได้

2.ออกกำลังกายโดยไม่ใส่ปอร์ตบรา

ข้อนี้สาวๆ ที่รักการออกกำลังกายต้องจำไว้ให้ขึ้นใจเลยนะคะ ถ้าคุณไม่สวมใส่สปอร์ตบราขณะออกกำลังกาย จะยิ่งทำให้รูปทรงของหน้าอกคล้อยตามสภาพแรงโน้มถ่วงมากขึ้น เป็นสาเหตุที่ทำให้หน้าอกหย่อนคล้อยได้ง่าย ดังนั้นควรเลือกสวมใส่สปอร์ตบรา ที่มีขนาดพอดีกับหน้าอก ก่อนออกกำลังกายทุกครั้งนะคะ

3.ลดน้ำหนักแบบผิดๆ

การลดน้ำหนักแบบผิดๆ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เต้านมหรือหน้าอกหน้าใจของสาวๆ หย่อนคล้อยได้ โดยเฉพาะการลดน้ำหนักแบบหักโหมด้วยการอดอาหารหรือกินยาลดน้ำหนัก ถือเป็นตัวการที่ทำให้การหลั่งฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายเสียความสมดุล ส่งผลให้หน้าอกหย่อนยาน เหี่ยว และเล็กลงได้

4.ดื่มแอลกอลฮอล์และสูบบุหรี่

การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ และสูบบุหรี่จัด นอกจากจะส่งผลเสียต่อร่างกายโดยรวมแล้ว ยังมีผลกระทบต่อหน้าอกของคุณสาวๆ ด้วย เพราะสารเคมีในบุหรี่และแอลกอฮอล์จะเป็นตัวการทำให้ร่างกายสูญเสียความยืดหยุ่น คอลลาเจนหดหาย ส่งผลให้หน้าอกหน้าใจของคุณสาวๆ ไม่กระชับ หย่อนคล้อยได้ง่าย

5.กินของหวานเป็นประจำ

สาวๆ ที่ชอบกินเค้ก กาแฟ ช็อกโกแลต ขาไข่มุก หรืออาหารหวานทุกประเภท เบรคตัวเองสักนิดไว้ก็ดี เพราะการบริโภคหวานเป็นประจำ เป็นเหตุทำให้ร่างกายกระตุ้นการหลั่งสารอินซูลินมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะทำให้หน้าอกสูญเสียความยืดหยุ่นแล้ว ก็ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมได้ด้วย
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

5 อาหารเสี่ยง “มะเร็งลำไส้ใหญ่” มะเร็งที่พบมากเป็นอันดับต้นๆ ของไทย

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

5 อาหารเสี่ยง “มะเร็งลำไส้ใหญ่” มะเร็งที่พบมากเป็นอันดับต้นๆ ของไทย

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับต้น ๆ ของหลายประเทศทั่วโลก ด้วยวิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของประชากรส่งผลให้แนวโน้มอุบัติการณ์

การเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำมาสู่สาเหตุการตายและปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี



1. อาหารไขมันสูง

2. อาหารฟาสฟูดส์ต่างๆ

3. อาหารปิ้งย่างไหม้เกรียม

4. อาหารจากน้ำมันทอดซ้ำ

5. เนื้อสัตว์แปรรูป

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น

1. การสูบบุหรี่

2. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

3. การขาดการออกกำลังกาย 

4. การมีภาวะอ้วนน้ำหนักเกิน

5. มีประวัติครอบครัวหรือตนเองเป็นติ่งเนื้อในลำไส้



อาการของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เริ่มจากการเกิดติ่งเนื้อในลำไส้ (polyp) และพัฒนาจนเป็นมะเร็งโดยใช้ระยะเวลาประมาณ 10-15 ปี มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงมักจะไม่มีอาการในระยะเริ่มแรกของโรค จะมีอาการก็ต่อเมื่อโรคลุกลามมากขึ้นจนถึงระยะสุดท้าย

ส่งผลทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ซึ่งอาการของโรคที่พบบ่อย ได้แก่ การถ่ายอุจจาระผิดปกติ มีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายอุจจาระบ่อยครั้ง ถ่ายไม่สุด ถ่ายเป็นมูกหรือ มูกปนเลือด หรืออาจถ่ายเป็นเลือดสด ขนาดลำอุจจาระเล็กลง และมีอาการปวดท้อง แน่นท้อง ท้องอืด จุกเสียด เป็นต้น


มะเร็งลำไส้ใหญ่ ตรวจคัดกรองได้

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่สามารถตรวจคัดกรองเพื่อค้นหามะเร็งในระยะเริ่มแรกได้ ส่งผลให้การรักษาได้ผลดีและมีโอกาสหายจากโรคสูง ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรรับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงโดยการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระปีละครั้ง

หากผิดปกติควรได้รับการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ กรณีพบติ่งเนื้อหรือความผิดปกติในลำไส้ใหญ่ แพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อบริเวณดังกล่าวเพื่อวินิจฉัยต่อไป
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

5 วิธีธรรมชาติช่วยสุขภาพจิตในยามตึงเครียด

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563

5 วิธีธรรมชาติช่วยสุขภาพจิตในยามตึงเครียด


ทุกวันนี้ชีวิตของคนเรามีแต่ความตึงเครียด และหากวิธีรับมือกับความเครียดของคุณเองใช้ไม่ได้ผลแล้ว ยังมีวิธีที่ได้รับการสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถช่วยบรรเทาความวิตกกังวล ความซึมเศร้า และความเครียดเหล่านั้นได้ วิธีที่ว่านี้เป็นวิธีทางธรรมชาติโดยไม่จำเป็นต้องมีใบสั่งแพทย์

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า การออกกำลังกาย ช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตที่ไปหล่อเลี้ยงสมองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่มีบทบาทในการควบคุมแรงจูงใจ อารมณ์ และการตอบสนองต่อความเครียด นอกจากนี้ยังช่วยปล่อยสารเอ็นโดรฟินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ให้ความรู้สึกดีกับร่างกายอีกด้วย

นอกจากนี้การศึกษาพบว่าไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายแบบที่มีความเข้มข้นสูงเพื่อลดความเครียด แต่การออกกำลังกายแบบเข้มข้นระดับปานกลาง ซึ่งหมายถึงการออกกำลังกายหนักพอที่จะสามารถพูดไปด้วยได้ แต่ไม่ถึงขนาดร้องเพลงไปด้วยได้นั้นจะช่วยลดภาวะซึมเศร้าได้

การศึกษาหลายๆ ฉบับแสดงให้เห็นถึงประโยชน์สูงสุดจากการออกกำลังกายแบบเป็นจังหวะซึ่งจะทำให้เลือดสูบฉีดในกล้ามเนื้อกลุ่มที่สำคัญ การออกกำลังกายที่ว่ารวมไปถึงการวิ่ง ว่ายน้ำ การปั่นจักรยาน และการเดิน เพียงวันละ 15 ถึง 30 นาทีอย่างน้อยสามครั้งต่อสัปดาห์ตลอดระยะเวลา 10 สัปดาห์หรือนานกว่านั้นในระดับความเข้มข้นต่ำถึงปานกลาง ก็จะช่วยให้จิตใจสงบและมีสุขภาพที่ดีได้

วิธีต่อไปคือการนอนหลับให้สนิท ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยบรรเทาความเครียดและทำให้อารมณ์ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยปกป้องหัวใจ พัฒนาสมอง และทำให้ทานจุกจิกน้อยลง

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำวิธีการพัฒนาพฤติกรรมการนอนหลับไว้ดังนี้

• ควรสร้างกิจวัตรประจำวันโดยการเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลา แม้แต่ในวันหยุดสุดสัปดาห์ การที่จะสอนร่างกายและสมองให้สงบลงได้นั้น ควรพยายามเริ่มผ่อนคลายอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงก่อนนอน ปิดการรับข่าวสารต่างๆ และเลิกใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน การอาบน้ำอุ่น อ่านหนังสือ ฟังเพลงผ่อนคลาย นั่งสมาธิ หรือออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายแบบเบาๆ ก็เป็นทางเลือกที่ดีด้วยเช่นกัน

• ควรหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มบางชนิด หลีกเลี่ยงการใช้นิโคตินหรือดื่มกาแฟในช่วงบ่ายแก่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีอาการนอนไม่หลับ และไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้ตื่นนอนตอนกลางดึกได้

• เตียงนอนและหมอนควรให้ความรู้สึกสบาย อากาศในห้องนอนควรเย็นสบาย ไม่ควรดูโทรทัศน์หรือทำงานในห้องนอน เพราะห้องนอนควรเป็นที่สำหรับการนอนหลับเท่านั้น

• ห้องนอนควรมืดสนิท ควรกำจัดแสงจ้าทั้งหมด รวมทั้งแสงสีฟ้าจากโทรศัพท์มือถือหรือแล็ปท็อปด้วย อาจใช้ผ้าม่านที่ช่วยให้ห้องมืดสนิท แต่ในเวลากลางวันก็ควรพยายามให้ร่างกายรับแสงจากธรรมชาติให้มากที่สุดด้วยเช่นกัน
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ฮาวทูสร้าง “แรงจูงใจ” เพื่อชีวิตที่มีความสุข


วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ฮาวทูสร้าง “แรงจูงใจ” เพื่อชีวิตที่มีความสุข

คงจะมีอยู่บ่อยครั้งที่คุณรู้สึกว่าตัวเองไม่มีไฟในการทำงาน รวมถึงการใช้ชีวิต หากคุณเริ่มไม่มีความสุขในการทำงาน เริ่มเบื่อกับชีวิต นั่นอาจเป็นเพราะคุณกำลังขาด “แรงจูงใจ” ในชีวิตอยู่นั่นเอง ซึ่งการไม่มีแรงจูงใจในการทำสิ่งต่าง ๆ นี้ นอกจากจะทำให้คุณรู้สึกว่าเพียงใช้ชีวิตให้ผ่านไปวัน ๆ อย่างไม่มีความสุขแล้ว ยังทำให้คุณไม่ได้แสดงศักยภาพที่แท้จริงที่มีอยู่ในตัวคุณด้วย

จะดีกว่าไหม ถ้าคุณจะได้ใช้ชีวิตอย่างสนุก มีความสุขทุกวัน และได้พิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่า “คุณก็มีความสามารถไม่แพ้ใคร” คุณจึงจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจให้ตัวเองด้วยวิธีเหล่านี้


1. คุยกับตัวเอง

ชีวิตจะสำเร็จได้แค่คุณเริ่มสนใจตัวเอง เพราะการที่คุณได้คุย ได้ถาม ได้ใช้เวลากับตัวเองให้มาก จะทำให้คุณรู้ว่าตัวเองชอบหรืออยากทำสิ่งใด ซึ่งสิ่งนั้นไม่จำเป็นจะต้องมีสาระก็ได้ ขอแค่เป็นสิ่งที่ทำให้คุณได้วางภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบได้ชั่วขณะหนึ่งก็พอแล้ว สิ่งที่คุณชอบนี้จะช่วยให้คุณได้รอช่วงเวลานั้น ทำให้ชีวิตของคุณดู มีอะไร ขึ้นมา แล้วก็จะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป

2. เขียนสิ่งที่เราคิด

เครื่องมือที่ทำให้คุณได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในใจของคุณอย่างเป็นรูปธรรม เพราะความคิดเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ จึงต้องใช้วิธี จดบันทึก เพื่อให้เห็นความคิดของตัวเองอย่างชัดเจน โดยลองหาเวลาให้ตัวเองได้คิดทบทวนตัวเอง แล้วพยายามเขียนสิ่งที่คิดอยู่ออกมาทั้งหมด ทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี จากนั้นค่อยมาประมวลผลในภายหลังว่าอะไรที่คุณควรเริ่มลงมือทำ

3. สอบถามจากคนอื่น

ข้อดีหรือความถนัดที่คุณอาจไม่รู้ตัว เพื่อนำมาใช้พัฒนาตัวเองให้ไปต่อได้ไกลขึ้น หรือข้อเสียอะไรที่คุณต้องปรับปรุงและไม่ควรทำอีก หากต้องการให้ชีวิตดีขึ้น จะช่วยให้คุณได้รู้เกี่ยวกับตัวเองในมุมที่คุณอาจไม่เคยมองเห็น นี่จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้คุณค้นพบตัวเองและมีแรงจูงใจได้ง่ายขึ้น

4. ลองลงมือทำ

คุณควรลองลงมือทำทุกอย่างที่คุณอยากทำก่อน หากไม่ชอบก็ค่อยเปลี่ยน ถึงจะเป็นการพยายามเข้าใจตัวเองที่แท้จริง หากคุณไม่ให้โอกาสตัวเองลงมือทำ คุณก็จะไม่มีทางรู้เลยว่าคุณสามารถทำสิ่งเหล่านั้นออกมาดีได้แค่ไหน จะสามารถไปต่อได้หรือเปล่า

5. หาบุคคลต้นแบบ

ถ้าคุณมีบุคคลต้นแบบ จะช่วยให้คุณมีแรงจูงใจและแรงกระตุ้นที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จได้มากขึ้น ลองหาใครสักคนที่คุณรู้สึกชื่นชอบ ชื่นชม อาจจะเป็นทัศนคติ ความสำเร็จ ความพยายาม หรือแม้แต่รูปร่างหน้าตาแบบที่คุณปรารถนา ก็สร้างแรงจูงใจให้คุณได้แล้ว

6. มีเป้าหมาย

เป็นแรงจูงใจทีจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จ ใช้เป้าหมายจะเป็นแรงกระตุ้นให้คุณต้องพยายามให้มากขึ้นหากคุณอยากจะได้สิ่งเหล่านั้น โดยอาจเป็นบ้านที่เป็นชื่อตัวเองสักหลัง รถหรู ๆ สักคัน มีเงินไปเที่ยวต่างประเทศในช่วงวันหยุดยาว หรือแค่เป้าหมายระยะสั้นที่เห็นผลได้เร็วก็ได้เหมือนกัน

7. ไม่ยอมแพ้

แม้ว่าอาจจะต้องใช้เวลาและกำลังใจมากกว่าเดิม เพราะไม่มีใครที่ลองผิดลองถูกแล้วไม่เคยพลาด เมื่อพลาดไปแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะมัวโทษตัวเองกับสิ่งที่เป็นอดีต และแก้ไขก็ไม่ได้ด้วย คุณต้องให้โอกาสตัวเองได้เริ่มต้นใหม่ นำสิ่งที่เคยล้มเหลวมาเป็นประสบการณ์ ที่จะไม่ทำผิดซ้ำก็พอแล้ว เมื่อคุณประสบความสำเร็จ ก็มีแค่ตัวคุณเท่านั้นที่ภูมิใจที่สุดและอยู่เคียงข้างตัวเองตลอดไป
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ข้อเสีย เมื่อทำงานตอนกลางคืน จะมีอะไรไปชมกันเลย


วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ข้อเสีย เมื่อทำงานตอนกลางคืน จะมีอะไรไปชมกันเลย

เพื่อนๆหลายๆ คนชอบช่วงเวลากลางคืน เพราะตอนกลางคืนนั้นเงียบสงัด เสียงไม่ดัง ไม่มีใครมากวนใจ อากาศก็เย็นสบาย รู้สึกดีทำให้มีสมาธิที่จะนั่งทำงานปั่นงานสุดๆ เลยใช่ไหมล่ะ? แต่จริงๆ แล้วนั้นช่วงเวลากลางคืนเป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมกับการทำงานเลย จะส่งผลร้ายมากมายต่อร่างกายเลยด้วย แค่ทำงานกลางคืนนี่มันจะส่งผลเสียกับร่างกายอะไรขนาดนั้นคงต้องมาลองดูกันหน่อยแล้ว



1.ทำให้นาฬิกาชีวิตรวน

คนเราจะมีนาฬิกาชีวิตอยู่ ที่พอตกกลางคืนก็จะเริ่มง่วง ร่างกายต้องการพักผ่อน พอเช้ามาก็จะถึงเวลาต้องตื่นนอนทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวัน แต่ถ้าชอบทำงานตอนกลางคืนก็มักจะมานอนเอาเกือบสว่าง แล้วก้จะทำให้ตื่นสาย เป็นภาวะที่พบได้มากในวัยรุ่นและวัยทำงาน

อาการนี้เรียกว่า Delayed phase sleep disorder ส่วนบางคนจำเป็นต้องทำงานตอนกลางคืนจะมีภาวะ (SWSD = Shift work sleep disorder) ก็เลี่ยงไม่ได้จริงๆ คงต้องปรับตัวเอง มานอนกลางวันแทนอันนี้อาจจะต้องมีห้องที่มืดสนิท เอาไว้นอนเวลากลางวันแทน

2.ทำให้ระบบการย่อยมีปัญหา

คนที่นอนดึก การย่อยอาหารจะทำงานแย่ลง เพราะจะหิวไม่เป็นเวลาทำให้ต้องหาอะไรกินตอนกลางคืน แต่ตอนกลางคืนเป็นเป็นเวลาที่ไม่เหมาะกับการย่อยอาหาร เพราะเป็นช่วงร่างกายควรนอนพักผ่อน ลำไส้ก็จะทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ

การขับถ่ายก็ติดขัด ที่แย่คือจะทำให้น้ำหนักเพิ่ม ท้องอืด ถ้าท้องผูกมากๆ พุงก็ป่องตัวก็บวมร่างกายรู้สึกไม่สดชื่น ไม่กระปรี้กระเปร่า เมื่อกินอาหารเข้าไปดึกๆ แล้วก็เข้านอนต่อ จะมีโอกาสนำไปเก็บสะสมให้อ้วนมากกว่าเอาออกมาใช้นะ

3.ระบบการเผาผลาญผิดปกติ

การไม่นอนตอนกลางคืน จะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเครียด ที่กระตุ้นการเจริญเติบโตทางร่างกาย ในส่วนที่ควบคุมไขมันต่อกล้ามเนื้อในร่างกายน้อยลง เมตาบอลิซึ่มทำงานเผาผลาญไขมันช้าลงเพราะร่างกายไม่ได้พักผ่อน ยิ่งนอนน้อยเมตาบอลิซึ่มยิ่งทำงานได้ไม่เต็มที่

ทำให้ร่างกายรวนการเผาผลาญพลังงานผิดปกติกินไปแล้วเผาผลาญได้น้อย เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอ้วนได้นั่นเอง

4.ส่งผลต่อความดันโลหิต

คนที่นอนดึกและนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงจะมีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากขึ้น เพราะการนอนดึกทำให้ระดับฮอร์โมนเครียด (คอร์ติซอล) สูงขึ้น จนทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นด้วย ยิ่งถ้าเราชอบกินอาหารเค็มๆ และชอบเที่ยวกลางคืนดื่มแอลกอฮอล์อีก ยิ่งเท่ากับเป็นการเร่งให้ตัวเองเป็นโรคนี้เข้าไปได้อีกเยอะเลยนะ

5.เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ

การนอนดึก หรืออดนอนมีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจของคนเรา เพราะสารโปรตีนที่มีสะสมตัวมากขึ้นในขณะที่เราตื่นอยู่นั้นจะถูกกำจัดออกจากร่างกายโดยธรรมชาติในยามที่เราหลับ ดังนั้นหากใครที่อดนอน หรือนอนน้อยเป็นเวลานานความดันเลือดจะสูงขึ้นเรื่อยๆ

เพราะสารโปรตีนตัวนี้จะไปขัดขวางการทำงานของเลือด หากอดนอน นอนน้อยแล้วจะเสี่ยงเป็นโรคหัวใจเนื่องจากจากภาวะความดันเลือดที่ผิดปกตินั่นเอง

6.อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ

หากฝืนทำงานตอนกลางคืนประสาทตาจะอ่อนล้า และปวดมากจนบางทีก็ลามไปถึงการปวดหัวด้วย เพราะในแต่ละวันสายตาของคนเราจะทำงานหนักอยู่ตลอด โดยเฉพาะคนที่ทำงานแบบใช้สายตาเป็นหลักด้วย แถมร่างกายก็ล้าอ่อนเพลียต้องการพักผ่อนแล้ว หากเราไปทำงานกับเครื่องจักร หรือว่าขับรถก็อาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้อีก ไม่คุ้มกันเลยนะจะบอกให้

7.อาจทำให้สมองเสื่อม

การทำงานตอนดึกๆ จะทำให้สมองเกิดการอ่อนล้า อยู่มาทั้งวันแล้วยังต้องฝืนทำงานกลางดึกต่อไปทั้งเหนื่อยๆ ก็ไม่ยอมไปนอนหลับพักผ่อน จะส่งผลให้สมองของเราทำงานผิดพลาด ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ หรือว่าทำงานได้ช้าลง

จะทำให้ประสิทธิภาพในการรับรู้ เรียนรู้ และ ความจำของเราก็จะแย่ลง ที่ว่า เบลอๆ เอ๋อๆ นั่นแหละจ้า แล้วคิดดูว่าถ้าอยู่แบบสมองเบลอๆ เอ๋อๆ ไปเรื่อยๆ ทำอะไรก็แย่หมดแบบนี้แล้ว สมองจะเสื่อมลงก็คงไม่แปลกแล้วล่ะ

8.ส่งผลทางจิตใจ

เพราะการหลับพักผ่อนเพียงพอ ทำให้ร่างกายนั้นหลั่งสารเคมียามนิทรา ได้แก่ เมลาโทนิน, ซีโรโทนิน และฮอร์โมนเพศ แถมยังผลิตสารเคมีบำรุงร่างกายออกมาควบคุมระบบในตัวเราให้ทำงานราบรื่น ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น สดใส เมื่อได้พักผ่อนอย่างเพียงพอสมองจะปลอดโปร่ง

ไม่รู้สึกงัวเงีย อ่อนเพลีย หงุดหงิดอารมณ์เสียง่ายๆ แบบคนที่อดหลับอดนอนอยู่เป็นประจำนั่นเอง แถมอยู่กลางดึกก็เหงาไม่มีใครคุยด้วย ทำให้คิดมากคิดเยอะ จิตใจห่อเหี่ยว หดหู่จะเป็นโรคซึมเศร้าเข้าไปอีก


มนุษย์เราควรเข้านอนให้เป็นเวลา ทำงานใช้สมองให้เป็นเวลาดีกว่าค่ะ อย่าฝืนร่างกายฝืนธรรมชาติเลย เพราะท้ายที่สุดแล้วก็จะมาส่งผลเสียต่างๆ กับร่างกายให้ได้เจ็บป่วยให้ภายหลังเอาอีก เปลี่ยนเป็นเตรียมร่างกายให้พร้อมแล้วหาที่เงียบๆ สงบๆ สำหรับทำงานในช่วงกลางวัน จะดีกับร่างกายกว่ากันมากเลยล่ะค่ะ
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ปัญหา ที่มักทำให้คู่รัก เลิกรากัน รู้ไว้ซะก่อนจะสาย


วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ปัญหา ที่มักทำให้คู่รัก เลิกรากัน รู้ไว้ซะก่อนจะสาย

ปัญหา ที่มักทำให้คู่รัก เลิกรากัน รู้ไว้ซะก่อนจะสาย ปัญหาที่หลายคู่พบแล้วต้องเลิกรากันไป หรือบางคู่ก็กำลังประสบปัญหาอยู่นั้น เชื่อได้ว่าต้องมีมากกว่า 1 อย่าง วันนี้เราได้รวบรวมถึงปัญหาที่คู่รักหลายคู่ต้องพบเจอมาให้ได้อ่านกันไปดูกันได้เลยค่ะ

1.การเงิน
ฐานะทางการเงินที่แตกต่างกันมากจนเกินไปย่อมทำให้หลายคนเกิดปัญหา แม้ไม่เกิดปัญหาจากคู่ของคุณเองก็อาจเกิดจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเพื่อน ญาติ หรือคนที่ทำงาน จนสุดท้ายก็กลับกลายเป็นปัญหาของทั้งสองคน
2.การใช้ชีวิต
ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้หลายๆ คู่ต้องเลิกรากันไป เหตุผลก็เพราะเมื่อฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าพ่อปาร์ตี้แต่อีกคนกลับเป็นหนอนหนังสือ พอถึงวันศุกร์แทนที่จะไปเที่ยวด้วยกัน กลับกลายเป็นชีวิตใครชีวิตมัน หากคนที่ไม่คิดมากก็จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นได้ แต่ก็ส่วนน้อย ยิ่งโดยเฉพาะสาวๆ ที่เป็นคนที่คิดเล็กคิดน้อยละก็ จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้เลยทีเดียว
3.ครอบครัว
ปัจจัยในเรื่องครอบครัวก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาเลิกรากันได้ ยิ่งในครอบครัวของคนไทยที่หากคู่ชีวิตที่คุณเลือกไม่ถูกใจคนในครอบครัวละก็การเดินทางในถนนชีวิตของคุณทั้งคู่ต้องจบลงอย่างรวดเร็วแน่นอน
4.ความเข้าใจ
หลายคู่เวลาที่มีปัญหาทะเลาะกัน ต่างฝ่ายก็ต่างใช้อารมณ์และทิฐิเข้าใส่กันอย่างไม่ยั้ง ทั้งคู่จึงเลือกที่จะเดินจากกันไป แต่จะดีกว่าหรือไม่หากใช้ความเข้าใจประคับประคองชีวิตคู่ไปกันให้จนกว่าจะสุดทาง เมื่อถึงเวลาที่ต้องลาจากจริงๆ ก็ยังคงเหลือความทรงจำดีๆ ให้แก่กันได้
5.สังคม
การที่คนสองคนรักกัน ไม่ได้หมายความว่าโลกทั้งใบมีแค่คุณสองคน แต่คนรอบข้างก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้คุณทั้งคู่สามารถอยู่หรือเลิกกันได้ หากสังคมของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทั้งเพื่อนและสังคมรอบข้างอยู่สูงกว่าอีกฝ่ายก็อาจมีความกดดันจนทำให้ทั้งคู่ไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้นั่นเอง
6.ทัศนคติ
ความคิดเห็นที่ต่างกันมากและยังไม่ลงรอยกันอีกต่างหาก จะเป็นชนวนเหตุที่ทำให้คุณทั้งสองคนไปกันต่อไม่ได้ แต่หากทั้งสองคนลองปรับทัศนคติให้หาจุดที่เข้ากันได้ก็จะฝ่าฝันอุปสรรคเหล่านี้ไปได้ไม่ยาก
7.เรื่องบนเตียง
ใครบอกว่าเรื่องบนเตียงไม่ใช่เรื่องสำคัญ หลายคู่ที่ต้องเลิกรากันก็เพราะเข้ากันไม่ได้ในเรื่องอย่างว่า เพราะประเทศไทยถูกทำให้ภาพจำในเรื่องบนเตียงเป็นสิ่งต้องห้ามและไม่ควรพูดคุยกัน ทำให้ไม่สามารถปรับจูนกันได้จนต้องเลิกรากันไปในที่สุด
ดังนั้นคุณทั้งคู่ควรมีความเข้าใจกันและเลือกที่จะใส่ใจกับคนข้างตัว ให้กำลังใจกันและกันเพื่อลบคำสบประมาทต่างๆ ที่รายล้อม ดีกว่าที่จะฟังคำคนอื่นๆ จนสุดท้ายต้องแยกจากกันนั่นเอง
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ปิดปาก-จมูกขณะจาม เสี่ยงลมขึ้นสมอง

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ปิดปาก-จมูกขณะจาม เสี่ยงลมขึ้นสมอง

ปิดปาก-จมูกขณะจาม เสี่ยงลมขึ้นสมอง  แพทย์ต้องออกมาเตือน


นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าห้องไอซียู เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ ประจำโรงพยาบาลวิชัยยุทธ และประธานชมรมเชื้อราทางการแพทย์ประเทศไทย โพสต์ในเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ถึงกรณีพบผู้ป่วยคนไทยมีอาการ “ลมขึ้นสมอง” จากการปิดปากและจมูกด้วยมือขณะจาม และแนะนำว่าอย่าเอามือปิดปากและจมูกขณะจาม แม้จะใส่หน้ากากอนามัย เพราะลมหายใจจากการจามสามารถผ่านทะลุหน้ากากอนามัยได้เช่นกัน

 หมอมนูญระบุว่า “ลมเข้าสมองจากการเอามือปิดจมูกปิดปากขณะจาม รายแรกของโลกเกิดขึ้น 2 ครั้งในเวลาห่างกัน 3 ปีกว่า

ผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 85 ปี เป็นโรคเบาหวานและไขมันสูง เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2559 มาโรงพยาบาลด้วยอาการพูดไม่ชัด นึกคำพูดไม่ออก หูข้างซ้ายอื้อ มีเสียงดัง หลังจากจามแล้วเอามือปิดจมูกปิดปากพร้อมๆกัน ได้ทำ MRI คลื่นแม่เหล็กสมอง พบมีลม (air pocket) ในเนื้อสมองข้างซ้ายขนาด 7 × 4 × 3.2 เซนติเมตร ให้การรักษาตามอาการ ผู้ป่วยดีขึ้นช้าๆ และกลับมาเป็นปกติ ทำคอมพิวเตอร์สมองซ้ำ ลมคงค่อยๆดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด หายไปเองภายใน 50 วัน ได้เตือนผู้ป่วยเวลาจามห้ามเอามือมาปิดจมูกและเม้มปากอีกเด็ดขาด

วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 ผู้ป่วยกลับมารพ. อีกครั้งหลังจากจามแล้วเอามือปิดปากปิดจมูกเพราะไม่อยากให้มีเสียงดัง หลังทำมีอาการพูดไม่ชัด หน้าข้างขวาเบี้ยว หูข้างซ้ายอื้อ มีเสียงดัง ทำคอมพิวเตอร์สมองพบลม (air pocket) ในเนื้อสมองข้างซ้ายขนาด 5.1 × 4.1 × 2.8 เซนติเมตร (ดูรูป) ตำแหน่งเดิมเหมือนเมื่อ 3 ปี 5 เดือนก่อน แต่ปริมาตรของลมในเนื้อสมองครั้งนี้น้อยกว่า ผู้ป่วยนอนในโรงพยาบาล 4 วัน อาการดีขึ้นช้าๆ กลับบ้านได้

สาเหตุของลมเข้าสมองทั้ง 2 ครั้งของผู้ป่วยรายนี้ คือจามแล้วเอามือปิดจมูกปิดปากพร้อมๆกัน ปกติความแรงของการจามทำให้ลมพุ่งออกจากจมูกและปากด้วยความเร็วสูงถึง 110 กม/ชม เนื่องจากผู้ป่วยรายนี้ปิดจมูกปิดปากขณะจาม แรงดันในช่องปากคงสูงมาก ลมผ่านจากท่อในปากเข้าหูชั้นกลางด้านซ้าย แล้วดันทะลุผ่านกะโหลกใต้สมองเข้าเนื้อสมองด้านซ้าย

นอกจากลมจะรั่วเข้าสมองจากการบังคับไม่ให้จามออกทางปากและจมูกแล้ว ยังมีรายงานแรงดันสูงทำให้ปอดรั่ว แก้วหูทะลุ ผนังช่องคอทะลุ เส้นเลือดในสมองแตกได้อีกด้วย

เพราะฉะนั้นอย่าทำร้ายตัวเองด้วยการเอามือมาปิดจมูกและปากขณะจามเด็ดขาด จามขณะใส่หน้ากากอนามัยไม่เป็นอันตราย เพราะลมสามารถผ่านหน้ากากได้”

ทางด้านเพจ Drama-Addict ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า วิธีป้องกันการฟุ้งกระจายของละอองน้ำลายขณะจามที่องค์การอนามัยโลกยังแนะนำ นอกจากสวมหน้ากากอนามัยแล้ว ในกรณีที่ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยอยู่ สามารถจามใส่ข้อพับด้านในข้อศอกของตัวเองได้ เพราะนอกจากจะช่วยลดการฟุ้งกระจายของละอองน้ำลายแล้ว ยังไม่ทำให้นิ้วมือสัมผัสกับละอองน้ำลายจนสามารถแพร่เชื้อไวรัสสู่สิ่งของและผู้อื่นต่อได้ด้วย แต่ให้เอาปากและจมูก "อัง" ใกล้ๆ กับข้อศอกก็เพียงพอ ไม่ต้องปิดปากและจมูกจนแน่นสนิท




ภาพจาก sanook